TeamSpeak3 vs Discord โปรแกรมไหนน่าใช้กว่ากัน?

Guild Wars 2 (และอีกหลายๆ เกม) เป็นเกมที่เหมาะจะเล่นด้วยกันหลายคน  โดยเฉพาะในโหมดเกมที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่รวดเร็ว  เช่น WvW, PvP, Raid, หรือ Fractal ทำให้โปรแกรมคุยด้วยเสียงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเล่นเกม

ใน Guild Wars 2 โปรแกรมคุยด้วยเสียงยอดนิยมคงหนีไม่พ้น TeamSpeak และ Discord ซึ่งถ้าเราไปวิ่งกับคนในเซิร์ฟเวอร์อย่างเช่นใน WvW ยังไงก็คงหนีไม่พ้นที่จะไปใช้อะไรก็ตามที่เซิร์ฟเวอร์เลือกใช้ (อย่างเช่น Northern Shiverpeaks ที่เลือกใช้ TeamSpeak เป็นหลัก) หากแต่ถ้าเราแค่วิ่งกับกลุ่มเราล่ะ? จะลงทุนเดือนละร้อยกว่าบาทเช่าเซิร์ฟเวอร์ TeamSpeak หรือไปใช้ Discord ฟรีๆ ดี?

โพสต์นี้ไม่ได้มาบอกว่าควรใช้อันไหน  แต่จะเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยต่างๆ ของทั้งสองโปรแกรม  ให้เลือกตัดสินใจกันเองครับ

ค่าใช้จ่ายในการตั้งเซิร์ฟเวอร์

เซิร์ฟเวอร์ของ TeamSpeak นั้นมาพร้อมค่าใช้จ่ายไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งครับ  ไลเซนส์เซิร์ฟเวอร์ของ TeamSpeak มีให้บริการสองแบบ  คือแบบเสียเงิน  และแบบไม่เสียเงิน  ซึ่งแบบไม่เสียเงินก็แยกเป็นอีกสองแบบคือ

  1. รุ่นฟรีธรรมดา  รองรับได้สูงสุด 32 คน
  2. รุ่นฟรีสำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร  รองรับได้สูงสุด 512 คน  ข้อแม้คือเซิร์ฟเวอร์ต้องต่อเน็ตตลอดเวลา

แม้เราจะใช้รุ่นฟรี  แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์อีกตัวหนึ่ง  เราอาจจะใช้คอมบ้านธรรมดาไว้ตั้งเซิร์ฟเวอร์เวลาเล่นกับเพื่อนขำๆ ก็ได้  หรือจะเช่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์แล้วของไลเซนส์ NPL มาใช้ก็ได้  ค่าตั้งเซิร์ฟเวอร์ถูกๆ ก็ตกเดือนละ 175 บาท

หรือถ้าไม่ตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง  ก็ใช้วิธีเช่าเซิร์ฟเวอร์คนอื่น  ซึ่งก็ตกเดือนละประมาณ 150 บาท  รับได้ประมาณ 10-50 คน (ซึ่งก็มองว่าเหลือแหล่อยู่ดี)

สำหรับ Discord นั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในการตั้งเซิร์ฟเวอร์เลย  เราสามารถติดตั้ง Discord แล้วกดสร้างเซิร์ฟเวอร์ของเราเองได้ในทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ผู้ชนะ – Discord

ความเสี่ยงต่อการล่ม

ในขณะที่ TeamSpeak3 เราจำเป็นจะต้องตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง  ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง  ทำให้เราจำเป็นต้องปรับแต่งเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับการใช้งานหนักๆ เพิ่มเอง (ซึ่งทำได้ทั้งลงเงินและลงแรง) หรือแม้แต่การเช่าเซิร์ฟเวอร์  ก็ไม่ได้แน่ใจได้ว่าวันดีคืนดีจะมีใครมายิงเซิร์ฟเวอร์ TeamSpeak ที่เราเช่าอยู่ให้ล่มลงไปหรือไม่ (มันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ นะครับ  ระหว่างที่กำลังวิ่ง WvW แล้วอยู่ๆ TeamSpeak ของ Northern Shiverpeaks ก็โดน DDoS จนล่ม)

สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของ Discord นั้นดูแลโดยทีมวิศวกรของ Discord เอง  ซึ่งทุกวันนี้ก็มีผู้ใช้ใช้งานพร้อมกันนับล้านคนอยู่แล้ว  ดังนั้นการที่จะ DDoS เซิร์ฟเวอร์ Discord ให้ล่มลง  ต้องใช้แบนด์วิดจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน

ผู้ชนะ – Discord

ระบบปฏิบัติการที่รองรับ

ทั้ง TeamSpeak และ Discord สามารถดาวน์โหลดแอพสำหรับ Windows และ macOS มาใช้งานได้ฟรีทั้งคู่ครับ

แต่สำหรับใครที่อยากติดต่อกับเพื่อนตลอดเวลา  อยากติดตั้งแอพมือถือ Discord จะมีแอพมือถือให้ใช้ฟรีๆ ทั้งบน iOS และ Android ส่วน TeamSpeak แม้ว่าจะแอพมือถือเช่นกัน  แต่เป็นแอพเสียตังครับ  โดยบน iOS ขายที่ราคา 179 บาท และบน Android ขายที่ 75 บาท

ผู้ชนะ – Discord

การพูดคุยด้วยเสียง

ทั้งสองโปรแกรมนั้นมีฟีเจอร์หลักคือการสื่อสารกันด้วยเสียง  ซึ่งทั้งสองโปรแกรมสามารถตั้งค่าการใช้งานด้านเสียงได้ค่อนข้างละเอียด  เลือกระดับคุณภาพได้  ปรับเสียงได้  และทั้งคู่ไม่ได้กินแบนด์วิดมากนัก

แต่ว่าใน TeamSpeak นั้นจะมีฟีเจอร์หนึ่งที่ทำให้ TeamSpeak ได้เปรียบ Discord อยู่  นั่นคือ Commander Channel ที่เปิดให้ Commander ที่อยู่คนละแชแนล  นำกลุ่มคนละกลุ่มกันอยู่  สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง  และช่วยให้การ Co-op กันระหว่างกลุ่มสามารถทำได้สะดวกกว่าบน Discord ไปด้วย

ผู้ชนะ – TeamSpeak

การแชทผ่านข้อความ

ทั้ง TeamSpeak และ Discord มีระบบแชทด้วยข้อความทั้งคู่ครับ  หากแต่ว่าระบบแชทด้วยข้อความของ Discord นั้นดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด  เราสามารถตั้งแชแนลข้อความแยกได้  ปักหมุดข้อความทิ้งไว้ได้  มีการพรีวิวเนื้อหา (เช่นแสดงวิดีโอ  หรือตัวอย่างลิงค์ที่ส่งไปในแชท) และยังแสดง Reaction ได้ด้วย  ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่มีในระบบแชทของ TeamSpeak ครับ

ข้อดีของระบบแชทคือมันใช้งานสะดวกกว่าเมื่อเราไม่สะดวกที่จะพูดครับ  แชทของ Discord จะเก็บไว้ตลอด  สามารถเปิดดูได้ทั้งบนคอมและมือถือ  แต่ถ้าหากใครที่ไม่ต้องการแชทอยู่แล้ว  ตรงนี้อาจจะถือว่าไม่จำเป็นนัก

ผู้ชนะ – Discord

การจัดการ Permission ของผู้ใช้

ทั้งสองโปรแกรมสามารถจัดการสิทธิ์ของผู้ใช้ได้ละเอียดทั้งคู่  และค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานต่างๆ  หากแต่ทั้งสองโปรแกรมมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

สำหรับ Discord ต้องบอกเลยว่าระบบจัดการสิทธิ์เข้าใจง่ายและใช้ง่ายกว่าของ TeamSpeak มากครับ  เราสามารถกำหนด Role ผู้ใช้ (เหมือนกับ Server Group ของ TeamSpeak) แล้วกำหนด Global Permission ได้ทันที  และยังสามารถไปกำหนด Permission แยกของแต่ละห้องย่อยได้ด้วย

ส่วนทางด้าน TeamSpeak นั้นพูดตรงๆ ว่าอาจจะทำให้มือใหม่งงแตกได้ครับ  ระบบ Permission ของ TeamSpeak จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ Channel Group และ Server Group และยังมี User Level ที่กำหนดเป็นตัวเลขเพิ่มเข้ามาอีก  แถมยังมีการกำหนดสิทธิ์ยิบย่อยเพิ่มเติมได้ด้วย

โดยส่วนตัวผมไม่ถนัดระบบสิทธิ์ของ TeamSpeak มากนัก  แต่พอทราบว่ามันกำหนดได้ละเอียดมากๆ  แต่ก็แลกมาด้วยการที่มันใช้งานได้ยากขึ้นด้วยเช่นกันครับ

ผู้ชนะ – เสมอ

การสูบแรงเครื่อง

จัดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับคอเกมเลยก็ว่าได้  ว่าโปรแกรมไหนมันจะสูบแรงเครื่องมากกว่ากัน?

Discord นั้นเคลมเอาไว้ว่าออกแบบมาเพื่อให้กิน CPU น้อยที่สุด  และน้อยกว่า TeamSpeak แต่เอาเข้าจริงแล้วประเด็นนี้กลับแตกออกเป็นสองเสียง  คือกลุ่มหนึ่งบอกว่ามันกินเครื่องน้อยลงจริงๆ  แต่อีกกลุ่มกลับบอกว่ามันกินหนักมากกว่าเดิม  มันเกิดอะไรขึ้น?

ต้องบอกก่อนเลยว่า Discord นั้นเขียนขึ้นมาด้วย HTML5 ครับ (ครับ  ไส้ในของแอพมันเป็น “เว็บ” นั่นเอง) โดยใช้เฟรมเวิร์กที่ชื่อว่า Electron ซึ่งไส้ในของมันจริงๆ ก็คือส่วนหนึ่งของเว็บเบราเซอร์ Chrome นั่นเอง (ส่วนของเอ็นจินแสดงผล) ซึ่ง Chrome เนี่ย  ในคอมใหม่ๆ จะทำงานได้รวดเร็ว  แต่คอมเก่าๆ จะกินแรงเครื่องหนักมาก  โดยเฉพาะเวลาทำงานหนักๆ  ซึ่งนั่นก็ยังส่งผลมาถึง Discord ด้วยนั่นเองครับ

ในด้านการสูบแรม  แต่ว่าเราจะเห็นในหน้า Process ว่า Discord กินแรมเพียงแค่ 25MB เท่านั้น  เทียบกับ TeamSpeak ที่กินแรม 40MB

แต่จริงๆ แล้วด้วยความที่ Discord เป็น Chrome มันจึงมีการรันโปรเซสอื่นซ่อนอยู่อีก  ซึ่งสูบแรมไปอีก 60MB

ดังนั้นในข้อนี้น่าจะพอสรุปได้ว่าถ้าใช้คอมเก่า Discord อาจจะไม่ใช้ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก

ผู้ชนะ – TeamSpeak

ความเสถียร

โดยส่วนตัวที่ใช้งานมาแล้วทั้งคู่  ผมยังไม่เคยเจอกรณีที่อยู่ๆ โปรแกรมแครชพังลงไปดื้อๆ ทั้งคู่ครับ

หากแต่ว่า Discord ยังมีบั๊กเล็กๆ น้อยๆ ภายในที่สร้างความรำคาญให้ผู้ใช้อยู่เรื่อยๆ  อย่างเช่นที่ตัวผมเจอเข้ากับตัวเอง  ก็คือปุ่ม Push-to-Talk ที่อยู่ๆ ก็กดไม่ติดขึ้นมาเสียอย่างนั้น  ต้องเข้าไปกดตั้งค่าปุ่มใหม่ถึงจะติด  หรืออีกอย่างที่เจอก็คือ Overlay ในเกม  ที่ติดบ้างไม่ติดบ้าง

ช่วงที่ TeamSpeak ของ Northern Shiverpeaks ล่ม  เซิร์ฟเวอร์มีการตั้ง Discord ขึ้นมาใช้ชั่วคราว  ก็พบว่ามีผู้ใช้อีกจำนวนมากที่เจอปัญหากับเสียงของ Discord เช่นไมค์ไม่ติดบ้าง  ไม่ได้ยินเสียงบ้าง (บางกรณี  แม้จะเลือกใช้ Legacy Sound แล้ว  ก็ยังไม่สามารถแก้ได้) ในขณะที่ TeamSpeak จะเจอปัญหาลักษณะนี้น้อยมาก  หรือไม่เจอเลย

ผู้ชนะ – TeamSpeak

หน้าต่าง In-game Overlay

หน้าต่าง In-game Overlay มันคือหน้าต่างของตัวโปรแกรมที่ลอยซ้อนอยู่ในเกมนั่นเองครับ  ในที่นี้ก็มักจะลอยบอกว่ามีใครอยู่ในห้องบ้าง  หรือใครกำลังพูดอยู่

Discord นั้นมี In-game Overlay มาให้ในตัว  และมีการออกแบบที่สวยงามน่าใช้งาน  แต่ทั้งนี้ Overlay ของ Discord ยังคงมีปัญหาความเสถียร  เช่นในบางครั้งก็กดเปิดไม่ติดขึ้นมาเสียดื้อๆ  หรือบางครั้งก็เปิดติด  แต่มีปัญหาเรื่องการดักจับคีย์บอร์ด  แล้วพาลทำให้กดปุ่มหรือคลิกอะไรในเกมไม่ติดไปเสียอย่างนั้น  นอกจากนี้บางเกมนั้นไม่สามารถใช้ Overlay ของ Discord ได้อย่างสิ้นเชิง

ส่วนทางด้าน TeamSpeak นั้นจะไม่มี Overlay มาให้ในตัว  ผู้ใช้จะต้องลงปลั๊กอินเสริมอย่างเช่น Overwolf เพิ่มอีกตัวหนึ่ง

หน้าตา Overlay ของ TeamSpeak (Overwolf) นั้นหน้าตาธรรมดามากครับ  แต่ข้อดีที่เหนือกว่า Discord อยู่จุดหนึ่งคือมันแจ้งเตือนข้อความแชทด้วย  และยังสามารถดึงหน้าต่าง TeamSpeak เวอร์ชันเต็มขึ้นมาแสดงได้ด้วยเช่นกัน (นอกจากนี้ตัว Overwolf ยังลงปลั๊กอินเสริมได้ด้วย  เช่นหน้าต่างบอกเวลาในเกม  หรือเว็บเบราเซอร์)

และสำหรับใครที่ไม่ชอบหน้าตาเดิมๆ หน้าต่าง Overlay ของ TeamSpeak ยังสามารถเปลี่ยนธีมได้ด้วยครับ

ผู้ชนะ – TeamSpeak

สรุป

จะเห็นว่าทั้ง Discord และ TeamSpeak นั้นมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป  สำหรับกรณีของ Guild Wars 2 ผมแนะนำให้ลองดูว่าเซิร์ฟเวอร์หรือกิลด์ที่เราอยู่นั้นใช้อะไร  แล้วก็ใช้ตามเขาไปครับ  เพราะมันจะง่ายกว่าเวลาเรียกคนเข้ามารวมตัวกันในห้อง

ส่วนถ้าใช้คุยกันในกลุ่มเพื่อน  เลือก Discord ขึ้นมาใช้แทนที่จะต้องเสียเงินเช่า TeamSpeak ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

สำหรับ Tyria.in.th เรานี้ใช้ทั้ง Discord สำหรับพูดคุยกันในกิลด์จากทุกเซิร์ฟเวอร์  และมีแชแนล TeamSpeak อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของ Northern Shiverpeaks สำหรับผู้เล่นใน Northern Shiverpeaks ด้วยครับ

 


Comments

comments